เมื่อพูดถึงการยืนยันตัวตนของบุคคล หลายธุรกิจจะเปรียบเทียบระหว่าง SAML กับ SSO ทั้งสองวิธีนี้เป็นวิธีการยืนยันตัวตนที่ช่วยให้สมาชิกในทีมเข้าสู่ระบบเครือข่ายธุรกิจได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ความแตกต่างระหว่างทั้งสองคืออะไร?
การยืนยันตัวตนคืออะไร?
เมื่อบุคคลระบุตัวตนด้วยชื่อผู้ใช้แล้ว องค์กรจำเป็นต้องยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นคนอย่างที่กล่าวอ้างจริง การยืนยันตัวตนช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบข้อมูลระบุตัวตนของสมาชิกในทีมแต่ละคนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้ปัจจัยการยืนยันตัวตน ได้แก่:
- รหัสผ่านที่ปลอดภัย
- รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ที่สร้างโดย แอปยืนยันตัวตน
- ไบโอเมตริก เช่น ลายนิ้วมือ หรือ Face ID
การระบุข้อมูลที่เป็นความลับซึ่งมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้หรือมี สมาชิกในทีมจะสามารถยืนยันข้อมูลระบุตัวตนกับระบบยืนยันตัวตนและเข้าถึงเครือข่ายได้ จากนั้นจะได้รับอนุญาตตามข้อมูลระบุตัวตนที่สร้างขึ้นในระบบการจัดการข้อมูลระบุตัวตนและการเข้าถึง (IAM) ขององค์กร
การใช้การยืนยันตัวตนช่วยปกป้องข้อมูลและระบบที่มีค่าในเครือข่ายโดยการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การยืนยันตัวตนได้กลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานทางธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น
พนักงานใช้แอป บริการของบุคคลที่สาม และเครื่องมือต่างๆ มากมายในแต่ละวันเพื่อทำงาน ส่งผลให้มีรหัสผ่านที่ต้องจำมากเกินไป และผู้ดูแลระบบ IT มีพนักงานที่ต้องดูแล มอบสิทธิ์ หรือยกเลิกการเข้าถึงมากเกินไป ปัจจุบันหลายองค์กรไว้วางใจระบบข้อมูลระบุตัวตนของบุคคลที่สามเพื่อทำหน้าที่ยืนยันตัวตนและอนุญาตสิทธิ์ผู้ใช้ การมอบหมายหน้าที่การยืนยันตัวตนให้ผู้ให้บริการภายนอกที่เชื่อถือได้อาจทำได้ง่ายและปลอดภัยกว่า และการใช้ SSO และ SAML จะช่วยให้สิ่งนั้นเป็นจริงได้
SSO คืออะไร?
เคยมีการเขียนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ SSO คืออะไร ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่เพื่อสรุปสั้นๆ: ในบริบททางธุรกิจ SSO เป็นวิธีเข้าสู่ระบบแอปธุรกิจทั้งหมดด้วยข้อมูลยืนยันตัวตนเพียงชุดเดียว เป็นเครื่องมือจัดการการเข้าถึงข้อมูลระบุตัวตน (IAM) ที่ยืนยันตัวตนเพียงครั้งเดียวและช่วยให้เข้าถึงเครื่องมือทั้งหมดได้อย่างราบรื่น
SSO ทำงานโดยทำหน้าที่เป็นบริการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ให้บริการข้อมูลระบุตัวตน (IdP) เมื่อสมาชิกในทีมที่ใช้ SSO เข้าสู่ระบบหนึ่งในแอปพลิเคชันของตน หรือที่เรียกว่าผู้ให้บริการ แอปพลิเคชันจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง IdP เพื่อให้ผู้ใช้สามารถยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลยืนยันตัวตนเพียงชุดเดียว หลังจากได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบแอปพลิเคชันนั้นอีกในเซสชันดังกล่าว
ประโยชน์บางประการของ SSO ได้แก่:
- ขจัดการรีเซ็ตรหัสผ่านสำหรับพนักงานที่ลืมข้อมูลยืนยันตัวตนชุดใดชุดหนึ่งจากหลายๆ ชุดที่มี
- การบังคับใช้มาตรฐานนโยบายรหัสผ่านที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
- ลดขั้นตอนในการเข้าสู่ระบบเครื่องมือหลายรายการ
- อาจช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงได้หากมีการนำ การยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอน (2FA) มาใช้เป็นวิธีการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
SAML คืออะไร?
SAML ย่อมาจาก Security Assertion Markup Language และเป็นมาตรฐานเปิดที่โอนย้ายข้อมูลการยืนยันตัวตนเพื่อตรวจสอบข้อมูลระบุตัวตน เป็นวิธีเชื่อมต่อผู้ให้บริการข้อมูลระบุตัวตน (IdP) กับผู้ให้บริการ (SP) และคล้ายกับ SSO คือช่วยให้เข้าสู่ระบบบริการต่างๆ ได้หลายบริการด้วยข้อมูลยืนยันตัวตนเพียงชุดเดียว
SAML ช่วยเปิดใช้งาน SSO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว: SSO เป็นเฟรมเวิร์กการยืนยันตัวตนที่เปิดใช้งานการเข้าสู่ระบบหลายแพลตฟอร์มด้วยข้อมูลยืนยันตัวตนชุดเดียว ส่วน SAML เป็นโปรโตคอลที่ทำให้กระบวนการนั้นเป็นไปได้ ซึ่งจะสร้างมาตรฐานให้กับกระบวนการตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวตนของผู้ใช้และการยืนยันข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการข้อมูลระบุตัวตนและผู้ให้บริการ
ประโยชน์บางประการของ SAML ได้แก่:
- ลดขั้นตอนของพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เนื่องจากข้อมูลผู้ใช้ทั้งหมดอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน
- เข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในเครือข่ายธุรกิจ
- ช่วยให้การเริ่มงานและยกเลิกสิทธิ์การเข้าใช้งานเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากสามารถให้สิทธิ์การเข้าถึงแพลตฟอร์มหลายรายการผ่านบัญชีเดียวได้
SSO ทำงานร่วมกับ SAML อย่างไร?
โดยทั่วไปมักพบว่า SSO และ SAML ทำงานร่วมกันเพื่อให้พนักงานสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น SAML ช่วยส่งข้อมูลมาตรฐานอย่างปลอดภัยระหว่างผู้ให้บริการข้อมูลระบุตัวตน (IdP) และผู้ให้บริการ (SP) เพื่อสนับสนุน SSO ภายในธุรกิจ นอกจากนี้ OAuth ยังเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือในการเปิดใช้งาน SSO และสามารถนำมาใช้ร่วมกับหรือใช้แทน SAML ได้โดยขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจ การจัดการสิทธิ์การเข้าถึงนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละองค์กร และไม่มีวิธีใดที่ถูกต้องที่สุดในการจัดการการเข้าถึงเครือข่าย
โดยรวมแล้ว การปรับใช้ SSO และ SAML เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือในการปรับปรุงพฤติกรรมสุขอนามัยในการใช้รหัสผ่านพร้อมปกป้องข้อมูลทางธุรกิจ พนักงานสามารถเข้าสู่ระบบด้วยข้อมูลยืนยันตัวตนเพียงชุดเดียว ซึ่งช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ช่วยรับประกันว่าข้อมูลระบุตัวตนจะได้รับการตรวจสอบอย่างน่าเชื่อถือ และจะให้สิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
เครื่องมือที่น่าเชื่อถือที่สุดที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้เพื่อจัดการข้อมูลยืนยันตัวตนของทีมและการเข้าถึง ตลอดจนเปิดใช้งาน SSO โดยใช้ SAML คือ โปรแกรมจัดการรหัสผ่านสำหรับธุรกิจ ที่ปลอดภัย Proton Pass มอบ SSO สำหรับธุรกิจทุกขนาด ตลอดจนช่วยปกป้องเครือข่ายด้วยนโยบายของทีม บันทึกกิจกรรม และการตรวจสอบดาร์กเว็บ การจัดการข้อมูลระบุตัวตนและการเข้าถึงสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดายด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม — เลือก Proton Pass for Business เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แข็งแกร่งและทำงานได้ง่ายขึ้น






