แฮกเกอร์ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อเข้าถึงเครือข่ายที่ปลอดภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต และเซิร์ฟเวอร์ธุรกิจก็เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ
ด้วยรหัสผ่านที่ไม่รัดกุมซึ่งสามารถถูกเจาะได้ง่ายผ่านทางการโจมตีแบบบรูทฟอร์ซ ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สามารถถูกใช้ประโยชน์ และวิธีการอื่นๆ อาชญากรไซเบอร์จะใช้ทุกโอกาสเพื่อเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่การขโมยข้อมูลและผลกระทบอื่นๆ ตามมา
ในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต วิธีการที่เกิดขึ้น และวิธีรักษาความปลอดภัยให้แก่ธุรกิจ
- การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตคืออะไร?
- สาเหตุทั่วไปของการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- รับการปกป้องจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย Proton VPN for Business
การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตคืออะไร?
การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มป้อนข้อมูลเข้าสู่เครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต วิธีการที่เกิดขึ้นมีได้หลายวิธี เช่น แฮกเกอร์ใช้ข้อมูลการเข้าสู่ระบบที่ขโมยมาเพื่อเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือมีผู้บุกรุกเข้าไปในสถานที่ทำงานเพื่อขโมยข้อมูล
วิธีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อาชญากรไซเบอร์เท่านั้น เนื่องจากพนักงานก็อาจละเมิดระบบควบคุมหรือทำให้ข้อมูลรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการตกเป็นเหยื่อของการโจมตีด้วยฟิชชิ่ง หรือการใช้รหัสผ่านที่ไม่รัดกุม
ข้อผิดพลาดง่ายๆ ของมนุษย์และการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนสามารถก่อให้เกิดการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ และผลที่ตามมาก็อาจร้ายแรงมาก เช่น การละเมิดข้อมูล ความสูญเสียทางการเงิน มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ระบบล้มเหลว และความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร
ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่แรกได้
สาเหตุทั่วไปของการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้นได้หลายวิธี และโดยทั่วไปมีสาเหตุมาจากผู้ที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของธุรกิจที่ตนไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึง อย่างไรก็ตาม มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ไม่รัดกุมภายในธุรกิจก็มีส่วนด้วยเช่นกัน ซึ่งสาเหตุทั่วไปหลายประการส่งผลกระทบต่อบริษัททั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
รหัสผ่านไม่รัดกุม
รหัสผ่านที่ใช้กันทั่วไปและเดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ password123 ช่วยให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้าควบคุมบัญชีของพนักงานและค้นหาข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตได้อย่างง่ายดาย หากเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้จำกัดจำนวนครั้งในการพยายามเข้าสู่ระบบ ผู้โจมตีก็อาจใช้การโจมตีแบบสุ่มรหัสผ่าน หรือ การโจมตีโดยใช้พจนานุกรม เพื่อเดารหัสผ่านจนกว่าจะพบรหัสที่ใช้งานได้ นอกจากนี้ รหัสผ่านที่คาดเดาง่ายยังเสี่ยงต่อ การโจมตีแบบสุ่มพ่นรหัสผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพนักงานใช้รหัสผ่านเดียวกันสำหรับบัญชีออนไลน์หลายบัญชี หากทำสำเร็จ จะเกิดการละเมิดข้อมูล และผลที่ตามมาอาจร้ายแรงพอๆ กับ การละเมิดข้อมูลของ AT&T(หน้าต่างใหม่) ในปี 2024 ที่เปิดเผยข้อมูลของผู้คนมากถึง 73 ล้านคน
การโจมตีด้วยฟิชชิ่ง
ฟิชชิ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการล่อลวงผู้คนให้เปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือดาวน์โหลดมัลแวร์(หน้าต่างใหม่)ลงในอุปกรณ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สามารถนำไปสู่การเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์โดยไม่ได้รับอนุญาตได้ แฮกเกอร์สามารถส่งข้อความที่ดูเป็นทางการ (ซึ่งมักจะเป็นอีเมล) ไปยังพนักงาน เพื่อแอบอ้างเป็นเพื่อนร่วมงานที่ต้องการเอกสารส่วนตัว หรือล่อลวงให้คลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายหรือไฟล์แนบที่ติดไวรัสซึ่งสามารถเจาะเข้าระบบได้ นอกจากนี้ การหลอกลวงด้วยฟิชชิ่งยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ Colonial Pipeline ในปี 2021(หน้าต่างใหม่)
การโจมตีแบบซีโรเดย์
หากเครือข่ายของบริษัทมีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์และไม่ได้รับการระบุหรือแก้ไขผ่านการอัปเดต อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้ประโยชน์จากการโจมตีแบบซีโรเดย์(หน้าต่างใหม่)เพื่อโจมตีระบบและเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถทำให้ข้อมูลของบริษัทรั่วไหล นำไปขายบนเว็บมืด หรือฝังรหัสที่เป็นอันตรายลงในระบบได้
ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายไม่รัดกุม
เครือข่ายองค์กรที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ไม่รัดกุม เช่น ขาดการเข้ารหัสลับ การตรวจสอบเครือข่าย หรือการกำหนดค่า VPN อาจก่อให้เกิดการโจมตีแบบแทรกกลาง (MITM) ได้ ผู้โจมตีใช้สิ่งนี้เพื่อดักฟังการสื่อสาร ซึ่งสามารถขโมยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ล่อลวงให้พนักงานดำเนินการบางอย่าง และแม้กระทั่งแก้ไขข้อความการสื่อสารที่มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้คนในเครือข่าย หากไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมบนเครือข่ายธุรกิจ ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อพิจารณาถึงความหลากหลายของวิธีที่ใช้ในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัยหลายอย่างจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อยกระดับความเป็นส่วนตัวของบริษัท
1. สร้างมาตรฐานรหัสผ่านที่รัดกุม
การใช้รหัสผ่านที่รัดกุมสำหรับบัญชีพนักงานทั้งหมด ซึ่งควรมีความยาวอย่างน้อย 16 ตัวอักษร จะทำให้แฮกเกอร์ค้นพบข้อมูลยืนยันตัวตนได้ยาก แม้การตั้งรหัสผ่านที่ซับซ้อนอาจเป็นเรื่องยาก แต่โปรแกรมสร้างรหัสผ่าน(หน้าต่างใหม่)สามารถช่วยได้ โดยจะสุ่มตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ ซึ่งการสุ่มในลักษณะนี้อาจต้องใช้เวลาหลายพัน (หรือหลายพันล้าน) ปีในการเจาะข้อมูลด้วยวิธีบรูทฟอร์ซ
2. ใช้การยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอน (2FA)
แทนที่จะใช้เพียงการยืนยันตัวตนขั้นตอนเดียว ซึ่งต้องใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงบัญชี การยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอนจะเพิ่มการป้องกันอีกชั้นหนึ่งเพื่อพิสูจน์ข้อมูลระบุตัวตนของผู้ที่เข้าถึงบัญชีให้แน่ชัดยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้โจมตีเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียวที่อิงตามเวลา (TOTP) ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงบนอุปกรณ์จริงของเจ้าของบัญชี เช่น โทรศัพท์มือถือหรือคีย์ความปลอดภัย 2FA แม้ว่าผู้โจมตีจะขโมยรหัสผ่านไปได้ แต่ก็จะไม่สามารถเข้าสู่บัญชีได้หากไม่มีสมาร์ทโฟนของเจ้าของบัญชี
3. สร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย
ข้อผิดพลาดของมนุษย์คือหนึ่งในปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดในการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การจัดฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงานจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตในหลายวิธีลงได้ การส่งเสริมความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟิชชิ่ง มัลแวร์เรียกค่าไถ่ และอื่นๆ สามารถสกัดกั้นข้อผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจนำไปสู่การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ในทุกระดับ
4. อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
การดำเนินการอัปเดตซอฟต์แวร์ในระบบอย่างสม่ำเสมอสามารถอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและมอบการปกป้องจากภัยคุกคามของมัลแวร์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้โจมตีจะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัย การดำเนินการนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของธุรกิจถูกโจรกรรม และช่วยยกระดับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ใหม่ๆ
5. ใช้เครือข่ายที่ปลอดภัย
เครือข่ายคือกุญแจสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ เนื่องจากรองรับการเชื่อมต่อส่วนตัวระหว่างคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารและการไหลเวียนของข้อมูล ไม่ว่าจะอยู่บนเครือข่ายท้องถิ่นหรืออินเทอร์เน็ต ความปลอดภัยของเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเครือข่ายนี้ให้ปลอดภัยจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การปรับใช้ VPN เช่น Proton VPN(หน้าต่างใหม่) และการใช้ที่อยู่ IP แบบเฉพาะ(หน้าต่างใหม่)และเซิร์ฟเวอร์สามารถยกระดับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของเครือข่ายธุรกิจได้ (ดูรายละเอียดด้านล่างเพื่อเรียนรู้วิธีการ)
6. ตรวจสอบการทำงานของเครือข่าย
การใช้ระบบควบคุมการเข้าถึงเครือข่าย (Network Access Control หรือ NAC) สามารถช่วยให้ธุรกิจจัดการการเข้าถึงเครือข่ายได้ โดยช่วยรับประกันว่าจะมีเพียงพนักงานและคอมพิวเตอร์ที่มีสิทธิ์อนุญาตที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในเครือข่ายได้ โซลูชัน NAC จะเปิดใช้งานให้ธุรกิจสามารถคอยเฝ้าระวังพฤติกรรมที่น่าสงสัยบนเครือข่าย ซึ่งช่วยตรวจพบการเข้าถึงอุปกรณ์ เซิร์ฟเวอร์ หรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนที่จะลุกลามจนเกิดปัญหาตามมา
รับการปกป้องจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย Proton VPN for Business
ที่ Proton มีความเชื่อในอินเทอร์เน็ตที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวเป็นอันดับแรก และ Proton VPN for Business(หน้าต่างใหม่) ก็นำเสนอคุณสมบัติพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะปลอดภัยจากการเข้าถึงในวิธีที่ไม่ได้รับอนุญาต Proton VPN มอบโซลูชันที่ใช้งานง่ายและได้รับการปกป้องหลายชั้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านความปลอดภัยหลายด้าน:
- Proton VPN บล็อกภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเข้ารหัสข้อมูล(หน้าต่างใหม่)โดยใช้อัลกอริทึม AES-256 หรือ ChaCha20 ที่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี ทำให้แฮกเกอร์เกือบจะไม่มีทางเจาะระบบเข้ามาได้เลย ด้วยการเข้ารหัสทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต ข้อมูลที่มีการส่งผ่านอินเทอร์เน็ตจึงไม่สามารถเข้าถึงได้โดยบุคคลอื่นที่คอยตรวจสอบเครือข่ายท้องถิ่น รวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย นอกจากนี้ยังมอบความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกชั้นเมื่อใช้งาน WiFi สาธารณะ เช่น ที่สนามบินและร้านกาแฟ
- Proton VPN มอบการควบคุมเพื่อจำกัดสิทธิ์เข้าถึง เฉพาะอุปกรณ์และเครือข่ายที่เชื่อถือได้เท่านั้น การดำเนินการนี้จะเปิดใช้งานให้สามารถจำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์ในเครือข่ายตามความจำเป็นเฉพาะบุคคลได้
- สามารถกำหนดค่าเกตเวย์ส่วนตัว เพื่อแบ่งเซ็กเมนต์และแยกเครือข่ายได้
- Proton VPN ยังมีระบบป้องกันมัลแวร์ NetShield อีกด้วย จึงปลอดภัยจากเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายและโฆษณาที่ไม่พึงประสงค์
นอกจากนี้ ที่อยู่ IP แบบเฉพาะของ Proton VPN มาตรการต่อต้านการปิดกั้น และเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก ยังช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงทรัพยากรของบริษัทได้จากทุกที่ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธการเข้าถึงสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
ด้วยคุณสมบัติเพิ่มเติมอย่าง VPN Accelerator(หน้าต่างใหม่) และเราติ้งสำรอง(หน้าต่างใหม่) จะช่วยให้มั่นใจได้ถึงการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัด เช่น การเซ็นเซอร์ของรัฐบาล
มอบการปกป้องที่คู่ควรให้แก่ธุรกิจโดยสร้างบัญชี Proton VPN for Business วันนี้






