หน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรป ได้สั่งปรับ Google เป็นเงิน 890 ล้านยูโรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(หน้าต่างใหม่) โดยระบุว่าบริษัทละเมิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าดิจิทัลของกลุ่มประเทศยุโรป จากการชี้นำผู้ใช้ไปยังบริการของตนเองในผลการค้นหา และจำกัดสิทธิ์สิ่งที่นักพัฒนาแอปได้รับอนุญาตให้แจ้งแก่ลูกค้า

ค่าปรับซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์นี้ช่วยปิดการสอบสวนสองกรณีที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 และทำให้ Google เป็นบริษัทที่สามที่ถูกลงโทษภายใต้ กฎหมายตลาดดิจิทัล โดย Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทหลักของ Google มีรายได้เกือบเท่าจำนวนดังกล่าวภายในวันเดียว

สิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลพบ

คณะกรรมาธิการยุโรปได้แบ่งค่าปรับออกเป็นสองส่วน โดยระบุว่าค่าปรับจำนวน 460 ล้านยูโรเกิดจากการจัดลำดับความสำคัญให้ตนเองในการค้นหา โดยพบว่า Google วางตำแหน่งผลการค้นหาบริการชอปปิง โรงแรม การขนส่ง และกีฬาของตนเองในตำแหน่งที่ดีกว่าของคู่แข่ง

ส่วนที่เหลืออีก 430 ล้านยูโรครอบคลุมในส่วนของ Play Store ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า Google ได้ห้ามนักพัฒนาไม่ให้แจ้งผู้ใช้เกี่ยวกับข้อเสนอที่ราคาถูกกว่าในช่องทางอื่น และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการชี้นำเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

Teresa Ribera รองประธานบริหารฝ่ายการแข่งขันทางการค้าของคณะกรรมาธิการ กล่าวว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดควรประสบความสำเร็จด้วยคุณค่าของตัวเอง(หน้าต่างใหม่) มากกว่าจะขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าของโปรแกรมค้นหา ทั้งนี้ Google มีเวลา 60 วันในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับโทษปรับรายวันสูงถึง 5% ของผลประกอบการทั่วโลกของ Alphabet

Kent Walker ประธานฝ่ายกิจการระดับโลกของ Google เรียกการตัดสินใจนี้ว่า “ความเสื่อมถอยของผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลักดันโดยกลุ่มผู้ร้องเรียนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเพียงกลุ่มเล็กๆ(หน้าต่างใหม่)” โดยบริษัทระบุว่ากำลังพิจารณาการอุทธรณ์ ขณะที่ Politico รายงานว่าคณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปในการตัดสินใจเป็นการภายในเมื่อเดือนมีนาคม และได้ประกาศก่อนที่ภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ ที่จัดเก็บกับคู่ค้าจะหมดอายุเพียงหนึ่งวัน

รายได้เพียงวันเดียว

Alphabet รายงานรายได้ 403 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งหมายความว่าค่าปรับเมื่อวันพฤหัสบดีมีมูลค่าน้อยกว่ารายได้จากการดำเนินธุรกิจใน 24 ชั่วโมงเสียอีก

Proton ติดตามข้อมูลการชำระค่าปรับของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ในแต่ละปี โดยในปี 2025 หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกได้เรียกเก็บเงินประมาณ 7.8 พันล้านดอลลาร์จาก Alphabet, Apple, Meta และ Amazon ซึ่งเป็นยอดรวมประจำปีที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดอิสระ ทั้งสี่บริษัทนั้นสามารถล้างค่าปรับตลอดทั้งปีได้ในเวลาเพียง 28 วัน โดย Alphabet ต้องจ่ายประมาณ 4.24 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าบริษัทใดๆ และสามารถครอบคลุมส่วนของตนได้ในเวลาประมาณสามสัปดาห์

เมื่อมองย้อนกลับไปไกลกว่านั้นก็ยังคงเห็นรูปแบบเช่นเดียวกันนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรปได้สั่งปรับ Google มากกว่า 10 พันล้านยูโรตั้งแต่ปี 2017 และศาลสูงสุดของยุโรป ได้ยืนยันคำตัดสินคดีปรับสูงสุดในจำนวนนั้น(หน้าต่างใหม่) ซึ่งเป็นโทษปรับ Android มูลค่า 4.1 พันล้านยูโร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้วิธีการดำเนินงานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากค่าปรับเหล่านั้นไม่ได้สูงไปกว่ารายได้ที่ได้รับจากการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวเลย

สิ่งที่ค่าปรับนี้เข้าไม่ถึง

การจัดลำดับความสำคัญให้ตนเองเป็นผลการสืบสวนด้านการแข่งขันทางการค้า แต่สิ่งที่การกระทำนั้นปกป้องไว้คือ ธุรกิจโฆษณา ผลการค้นหาที่ดึงให้ผู้ใช้อยู่ในพื้นที่ของ Google ต่อไปจะทำให้ผู้ใช้เหล่านั้นยังคงสามารถวัดผลได้ ทั้งนี้ บริการที่เน้นความเป็นส่วนตัวเป็นหลักมักไม่ค่อยพ่ายแพ้ในเรื่องคุณภาพ แต่พ่ายแพ้ในเรื่องของตำแหน่งการจัดวาง

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับหน้าที่ที่มีต่อพลเมืองอย่างจริงจัง และต่อสู้กับการผูกขาดที่ทำลายคำสัญญาในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต แต่อย่าเข้าใจผิด ค่าปรับเหล่านั้นยังคงน้อยเกินกว่าจะทำให้ Big Tech รู้สึกสะทกสะท้าน การรื้อถอนความได้เปรียบทางโครงสร้างของ Big Tech แทนที่จะเป็นเพียงการจ่ายเงินเช็ค คือสิ่งที่มีความหวังอย่างแท้จริงในการกู้คืนเสรีภาพและความเป็นธรรมทางออนไลน์ อินเทอร์เน็ตที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นจะเปิดโอกาสให้บริการที่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลแทนที่จะแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลนั้น สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยคุณค่าของตัวเอง

การสร้างอินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้นเช่นนั้นต้องใช้เวลาหลายปี จนกว่าจะถึงตอนนั้น ภาระหน้าที่จึงตกอยู่กับทุกคน และการเลือกครั้งนี้ส่งผลมากกว่าที่คิด การปกป้องข้อมูลไม่ให้ตกอยู่ในมือของ Big Tech จะช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและลดรายได้จากค่าโฆษณาซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับพฤติกรรมที่หน่วยงานกำกับดูแลยังคงสั่งปรับอยู่เป็นระยะ

การป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ การเข้ารหัสลับจากต้นทางถึงปลายทาง Proton ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากผู้ใช้บริการแทนที่จะเป็นผู้โฆษณา จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ลงทะเบียนฟรีและควบคุมดูแล อีเมล, ปฏิทิน, รูปภาพและไฟล์, การท่องเว็บ(หน้าต่างใหม่) รวมถึง รหัสผ่านและข้อมูลระบุตัวตนออนไลน์ ของตนเอง